บัญชีธุรกิจนำเข้า-ส่งออก
เรื่องภาษีศุลกากรที่ต้องรู้

สารบัญ
  1. ภาพรวมภาษีธุรกิจนำเข้า-ส่งออก
  2. อากรขาเข้าคำนวณยังไง
  3. VAT ณ จุดนำเข้า ต่างจาก VAT ปกติยังไง
  4. เอกสารใบขนสินค้าที่ต้องเก็บให้ครบ
  5. ธุรกิจส่งออก ได้สิทธิ VAT 0% ยังไง
  6. จุดที่บัญชีนำเข้า-ส่งออกต้องระวังเพิ่มเติม

ภาพรวมภาษีนำเข้าและบัญชีนำเข้าส่งออก

บัญชีนำเข้าส่งออกมีความซับซ้อนกว่าธุรกิจซื้อมาขายไปทั่วไป เพราะมีทั้งภาษีนำเข้า (อากรขาเข้าและ VAT ที่กรมศุลกากรเรียกเก็บ ณ จุดนำเข้า) และเอกสารใบขนสินค้าที่ต้องใช้อ้างอิงทั้งตอนคำนวณต้นทุนสินค้าและตอนยื่นภาษี ผู้ประกอบการที่ไม่คุ้นกับขั้นตอนศุลกากรมักบันทึกต้นทุนสินค้านำเข้าผิด หรือลืมเก็บเอกสารที่จำเป็นสำหรับขอคืนภาษีซื้อ

อากรขาเข้าคำนวณยังไง

อากรขาเข้า (Import Duty) คำนวณจากราคา CIF (ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่งถึงท่า) คูณด้วยอัตราอากรตามพิกัดศุลกากร (HS Code) ของสินค้าแต่ละประเภท ซึ่งอัตราไม่เท่ากันในแต่ละหมวดสินค้า จึงต้องตรวจสอบพิกัดให้ถูกต้องก่อนนำเข้าทุกครั้ง

  • ราคา CIF: ฐานภาษีหลักที่ใช้คำนวณทั้งอากรขาเข้าและ VAT นำเข้า
  • พิกัดศุลกากร (HS Code): กำหนดอัตราอากรและสิทธิพิเศษทางภาษี (เช่น สิทธิ FTA) ที่อาจลดหรือยกเว้นอากรได้
  • อากรที่จ่ายแล้ว: ให้บันทึกรวมเป็นต้นทุนสินค้า ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของงวดที่จ่าย

VAT ณ จุดนำเข้า ต่างจาก VAT ปกติยังไง

VAT นำเข้าเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมศุลกากรเรียกเก็บทันทีตอนนำเข้าสินค้า คิดจากฐานราคา CIF บวกอากรขาเข้าและภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี) แล้วคูณอัตรา VAT ต่างจาก VAT ขายในประเทศที่เก็บตอนขายสินค้าให้ลูกค้า

ธุรกิจที่จดทะเบียน VAT แล้วสามารถนำ VAT ที่จ่ายตอนนำเข้ามาเป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายในการยื่น ภ.พ.30 ได้ตามปกติ แต่ต้องมีใบเสร็จรับเงินอากร/ใบขนสินค้าขาเข้าเป็นหลักฐานประกอบการขอคืนหรือหักภาษีซื้อ หากเอกสารไม่ครบอาจถูกปฏิเสธการหักภาษีซื้อ

เอกสารใบขนสินค้าที่ต้องเก็บให้ครบ

เอกสารศุลกากรเป็นหลักฐานสำคัญทั้งตอนคำนวณต้นทุนและตอนถูกกรมสรรพากรตรวจสอบ ควรเก็บให้ครบทุกรายการนำเข้า-ส่งออก

  • ใบขนสินค้าขาเข้า/ขาออก: เอกสารหลักที่ระบุมูลค่าสินค้า อากร และภาษีที่ชำระ
  • ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading/Air Waybill): ยืนยันการขนส่งจริง ใช้ประกอบการขอสิทธิ VAT 0% กรณีส่งออก
  • ใบเสร็จรับเงินอากรและใบเสร็จ VAT นำเข้า: ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อ
  • Invoice และ Packing List จากผู้ขายต่างประเทศ: ใช้ตรวจสอบราคาที่แจ้งกับศุลกากรให้ตรงกัน

ควรจัดเก็บเอกสารเหล่านี้แยกเป็นชุดต่อการนำเข้าแต่ละครั้ง เพราะกรมสรรพากรมักขอดูเอกสารย้อนหลังพร้อมกันเป็นชุดเดียวกัน

ธุรกิจส่งออก ได้สิทธิ VAT 0% ยังไง

การขายสินค้าส่งออกได้รับสิทธิเสีย VAT ในอัตรา 0% ตามประมวลรัษฎากร แต่สิทธินี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ต้องมีเอกสารยืนยันว่าสินค้าถูกส่งออกจริง เช่น ใบขนสินค้าขาออกที่ผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว และใบตราส่งสินค้าที่ระบุปลายทางต่างประเทศ

ถ้าเอกสารไม่ครบหรือส่งออกไม่สำเร็จตามที่แจ้ง ธุรกิจอาจถูกประเมินให้เสีย VAT ในอัตราปกติย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม จึงควรกระทบยอดใบขนสินค้าขาออกกับรายได้ที่บันทึกไว้ทุกเดือนก่อนยื่นภาษี

จุดที่บัญชีนำเข้า-ส่งออกต้องระวังเพิ่มเติม

นอกจากอากรและ VAT แล้ว ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกยังมีรายละเอียดบัญชีเฉพาะที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

  • อัตราแลกเปลี่ยน: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่สำแดงใบขนสินค้าในการคำนวณมูลค่านำเข้า และต้องบันทึกกำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแยกเมื่อชำระเงินจริงต่างจากวันบันทึกบัญชี
  • ค่านายหน้าตัวแทนออกของ (Shipping Agent/Customs Broker): ถือเป็นค่าบริการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ทั่วไป
  • ต้นทุนสินค้านำเข้า: ต้องรวมค่าขนส่ง ค่าประกันภัย อากร และค่าธรรมเนียมท่าเรือ/สนามบินเข้าเป็นต้นทุนสินค้าคงเหลือ ไม่ใช่แยกเป็นค่าใช้จ่ายของงวด
ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก บัญชีซับซ้อนกว่าที่คิด?

บริการรับทำบัญชีรายเดือนของเรา ดูแลตั้งแต่การบันทึกต้นทุนนำเข้า กระทบยอดภาษีศุลกากร ไปจนถึงยื่นภาษีให้ครบทุกเดือน

ดูแพ็กเกจรับทำบัญชี